เปิดกรุ! สมเด็จเบญจรงค์ 2411 (สมเด็จวังหน้า) เนื้อผงหินกังไส กรุวัดพระแก้ว

ประวัติพระสมเด็จเบญจรงค์ 2411 (สมเด็จวังหน้า)

พระสมเด็จเบญจรงค์ 2411 (สมเด็จวังหน้า)
สุดยอดของดีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์


พระสมเด็จเบญจรงค์ หรือพระสมเด็จวังหน้า หรือพระสมเด็จเจ้าคุณกรมท่า เป็นพระเครื่องที่สร้างขึ้นในช่วงปลายปี พ.ศ. 2411 อันเป็นปีแรกที่พระบทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จขึ้นครองราชย์โดยเจ้าคุณกรมท่า (เจ้าพระยาภารุวงศ์มหาโกษาธิบดี ท้วม บุนนาค) เสนบดีกรมพระคลัง (ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งในปี พ.ศ. 2412) เป็นผู้ดำเนินการจัดสร้าง และสมเด็จพระราชกรมวังบวรวิชัยชาญสถานมงคล อุปราชวังหน้าองค์สุดท้ายในรัชกาลที่ 5 เป็นองค์ประธานการสร้าง

จากหลักฐานเท่าที่ค้นคว้าได้ ทำให้สามารถวิเคราะห์ได้ความค่อนข้างชัดเจนว่า ตั้งแต่ช่วงปลายปี พ.ศ. 2411 ต่อเนื่องไปถึงช่วงค่อนปลายปี พ.ศ.2412 ได้มีการจัดสร้างพระสมเด็จเบญจรงค์พิมพ์ต่าง ๆ ขึ้นในบริเวณพระราชวังหน้า (บริเวณพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติและโรงละครแห่งชาติในปัจจุบัน) และได้ใช้เตาเผาเครืองเบญจรงค์ส่วนพระองค์ของสมเด็จกรมพระราชวังบวรวิชัยชาญฯ เป็นเตาอบสมเด็จพระเบญจรงค์ที่สร้างขึ้น สำหรับเตาเผาเครื่องเบญจรงค์ที่กล่าวถึงนี้ ถือได้ว่าเป็นเตาแรกของกรุงรัตนโกสินทร์ และก็อยู่ภายในบริเวณวังหน้าด้วยเช่นกัน

ในส่วนของการจัดพิธีพุทธาภิเศกนั้น ได้กระทำกันภายในพระอุโบสถวัดบวรมงคลสถานสุทธาวาส (วัดพระแก้ววังหน้า) ที่อยู่ภายในบริเวณพระราชวังหน้า (ติดกับโรงละครแห่งชาติในปัจจุบัน) โดยได้กราบอาราธนาสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) เจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตารามขณะนั้นมาเป็นองค์ประธานสงฆ์ และเป็นองค์ประธานนั่งปรกหลัก ส่วนพระคณาจารย์ (เกจิอาจารย์) ที่มีชื่อเสียงร่วมสมัยที่มานั่งปรกในพิธีด้วยนั้น เท่าที่พบชื่อจากหลักฐานก็มี หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน จังหวัดพิจิตร หลวงปู่เอี่ยม วัดสะพานสูง (วัดสว่างอารมณ์) จังหวัดนนทบุรี หลวงปู่คำ วัดอัมรินทร์ หลวงปู่จาด วัดภาณุรังษี หลวงพ่อทัด (พระพุทธบาทปิลันธ์) วัดระฆังโฆสิตาราม (ทั้งสามวัดนี้อยู่ฝั่งธนบุรี) ฯลฯ

สำหรับวัตถุประสงค์ของการจัดสร้างพระสมเด็จเบญจรงค์ในครั้งนั้น ก็เพื่อเป็นการสืบทอดพระพุทธศาสนาให้จริญรุ่งเรืองยืนยาวและมั่นคงยิ่ง ๆ ขึ้นไป รวมทั้งมุ่งหวังให้เป็นวัตถุมงคลที่จะเหนี่ยวรั้งจิตใจของบุคคลที่ได้ไปครอบครองบูชา ให้ประกอบแต่กรรมดีและมีคุณธรรม อันจะส่งผลให้ชีวิตมีแต่ความผาสุขและจริญรุ่งเรืองตลอดไป ประการสำคัญสุดท้ายก็เพื่อเป็นการเทอดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในวโรกาสที่ได้ขึ้นเถลิงถวัลย์ราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์ ลำดับที่ 5 ของราชวงศ์จักรี

โดยจำนวนการสร้างพระสมเด็จเบญจรงค์นั้นมิอาจหาหลักฐานได้ว่ามีจำนวนมากน้อยเพียงใด แต่ก็พอจะประเมินวิเคราะห์ได้ว่า จำนวนการสร้างน่าจะมากกว่าหนึ่งพระธรรมขันธ์ (แปดหมื่นสี่พันองค์) อาจจะถึงห้าพระธรรมขันธ์ (สี่แสนสองหมื่นองค์) ก็ได้ ซึ่งเมื่อได้ศึกษาค้นคว้าลึกลงไปในรายละเอียด ก็พบว่าหลังจากพิธีมหาพุทธาภิเศกครั้งแรกในตอนปลายปี พ.ศ.2411 แล้ว ยังมีพิธีพุทธาพิเศกอีกเป็นคราว ๆ ไปจนถึงค่อนปลายปี พ.ศ. 2412 ด้วยเหตุพระที่สร้างมีจำนวนมาก มิอาจสร้างได้เสร็จและนำเข้าพิธีฯ ได้ในครั้งเดียว

พระสมเด็จเบญจรงค์เท่าที่พบเห็นในปัจจุบันอาจพูดได้ว่ามีมากกว่า 40 พิมพ์ เช่น พิมพ์พระกำลังแผ่นดิน(พิมพ์จิตรลดา) พิมพ์พระประธาน (พิมพ์พระสมเด็จฯ สี่เหลี่ยมชิ้นฟัก) พิมพ์พระภควัมบดี (ปิดตา) พิมพ์พระนาคปรก พิมพ์พระปรกโพธิ์ พิมพ์พระสมเด็จฯฐานสามชั้นเล็ก พิมพ์รูปเหมือนสมเด็จฯนั่งสมาธิลอยองค์ พิมพ์สมเด็จฯซุ้มระฆัง พิมพ์สมเด็จฯข้างฉัตร พิมพ์ทรงคชสาร พิมพ์สมเด็จฯเกศไชโย พิมพ์พระแก้วมรกตทรงเครื่อง 3 ฤดู พิมพ์สมาธิซุ้มรัศมี พิมพ์สมาธิม่านมงคล ฯลฯ ทั้งนี้ พระแต่พิมพ์มาจากฝีมือแกะแม่พิมพ์ของช่างสิบหมู่ (ช่างหลวง) ทั้งสิ้น สำหรับมวลสารและส่วนผสมของพระสมเด็จเบญจรงค์ 2411 ทุกพิมพ์ ทุกองค์ ประกอบด้วย

  1. ผงหินขาว จากเทือกเขาเมืองอันฮุย มณฑลกวางใส ประเทศจีน
  2. ผงวิเศษของวัดระฆังโฆสิตาราม ประกอบด้วย ผงอาขยาด ผงวิภัทร์รูปนาม และผงมูลกัจจายน์
  3. ผงตัวยาวาสนาตามตำรา
  4. ผงทองนพคุณ ผงตะไบทองรูปพรรณ
  5. ผงตะไบขนวนพระกริ่ง พระชัยวัฒน์ ประจำรัชกาล
  6. ผงขี้เหล็กไหลหรือผงแร่ยูเรเนียม
  7. น้ำยาผสมผงหินทำเครื่องกังไสจากประเทศจีน
  8. สีต่าง ๆ ที่ใช้ทำเครื่องกังไสจากประเทศจีน
  9. น้ำยาเคลือบเครื่องกังไสจากประเทศจีน
  10. ผงจากเศษหินอ่อนจารึกพระคาถาธรรมิกราช


นอกเหนือจากนั้นข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้นำเสนอมาแล้วนี้ ยังมีข้อมูลอื่น ๆ ที่พบเป็นหลักฐานที่น่าสนใจและถือได้ว่าสำคัญต่อการพิจารณาพระสมเด็จเบญจรงค์ 2411 มากมายหลายประการ คือ

  1. พระสมเด็จเบญจรงค์ 2411 จำแนกออกได้เป็น 3 เนื้อ คือ เนื้อกังไสเคลือบ เนื้อกังไสไม่เคลือบ และเนื้อกังไสผสมผงยาวาสนา
  2. พระสมเด็จเบญจรงค์ 2411 เป็นพระเครื่องที่มีความสวยงามด้วยสีเบญจรงค์ (ห้าสี) และสีสิริมงคล (สีเดียว) ดังนั้นจึงไม่มีการลงรักและปิดทอง รวมทั้งไม่ปรากฎแป้งโรยพิมพ์แต่อย่างใด
  3. พระสมเด็จเบญจรงค์ 2411 ทั้งสีเบญจรงค์ (ห้าสี) และสีสิริมงคล (สีเดียว) ทุกพิมพ์ ทุกองค์ จะถูกโรยด้วยผงตะไบทองนพคุณแท้ทั้งหยาบและละเอียด มากน้อยไม่เท่ากันในแต่ละองค์ และบางองค์ก็จะถูกโรยด้วยผงเหล็กไหล หรือเศษผงแร่ยูเรเนียมและผงตะไบชนวนพระกริ่งพระชัยวัฒน์ประจำรัชกาลปนกับผงตะไบทอง
  4. ด้านหลังขององค์สมเด็จเบญจรงค์ 2411 ทุกพิมพ์ทุกองค์ จะมีรอยตราครุฑที่คมชัดประทับลึกลงไปในเนื้อขององค์พระ
  5. พระสมเด็จเบญจรงค์ 2411 ทุกพิทพ์ทุกองค์ (เฉพาะสีเบญจรงค์) จะมีสีสันลวดลายที่งดงามแตกต่างกัน และในจำนวนที่สร้างประมาณว่าหลายแสนถึงล้านองค์ รับรองได้ว่าไม่มีองค์ใดที่มีสีสันลวดลายที่เหมือนกันแม้แต่องค์เดียว (นี่ถือได้ว่าเป็นจุดตายในการพิจารณาพระพิมพ์สกุลนี้)
  6. พระสมเด็จเบญจรงค์ 2411 ที่เป็นสีเบญจรงค์ (ห้าสี) และปรากฎลวดลายบนองค์พระทุกองค์นั้น ภายในองค์พระ (เนื้อใน) ก็ปรากฎลวดลายและสีสันเช่นกัน (เนื้อในมิใช่สีขาวล้วน) ทั้งนี้ พระที่เป็นสิริมงคง (สีเดียว) เนื้อภายนอกสีอะไร เนื้อภายในก็เป็นสีเดียวกันด้วย
  7. พระสมเด็จเบญจรงค์ 2411สีสิริมงคล (สีเดียว) จะไม่มีการเคลือบน้ำยากังไสที่ผิวองค์พระ จึงทำให้ผิวองค์พระไม่ค่อยมีความมันแวววาว แต่ก็ยังมีความแกร่งอยู่ในตัวเช่นเดียวกับที่มีการเคลือบน้ำยากังไส
  8. พระสมเด็จเบญจรงค์ 2411 ทุกพิมพ์ทุกองค์ (สีเบญจรงค์) ที่เคลือบน้ำยากังไส จะมีผิวองค์พระที่แลดูมันแวววาวสวยงาม รวมทั้งจะมีเสียงดังกังวานใสเมื่อองค์พระกระทบกระจกหรือหินเรียบๆ
  9. พระสมเด็จเบญจรงค์ 2411 ทั้งด้านหน้าและด้านหลังขององค์พระ จะไม่มีพลอย มุก หรืออัญมณีใด ๆ ฝังอยู่ รวมทั้งจะไม่ปรากฏมีพระรูปของรัชกาลที่ 5 หรืออักขระ หรือข้อความจารึก หรือตัวเลขใด ๆ สลักไว้ ทั้งด้านหน้าและด้านหลังขององค์พระ
  10. พระสมเด็จเบญจรงค์ 2411 จะมีรูปทรงพิมพ์ที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นไม่ซ้ำพิมพ์กับพระสมเด็จวัดระฆังที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) สร้างขึ้น
  11. สีเบญจรงค์หรือสีสิริมงคลบนองค์พระจะมีความสวยสดใส ไม่หลุดลอก แม้แต่จะนำไปแช่น้ำสีก็จะไม่หลุดลอก รวมทั้งองค์พระที่ถูกแช่น้ำก็จะไม่ละลายน้ำหรือเปื่อยยุ่ยแต่อย่างใด
  12. พระสมเด็จเบญจรงค์ 2411 บางองค์ที่แตกลายงา ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง จะเป็นการแตกลายงาแบบหยาบ ๆ (แบบสังคโลก)
  13. พระสมเด็จเบญจรงค์ 2411 จะไม่ปรากฎมีคราบกรุ อาจมองดูเผิน ๆ เหมือนพระสร้างใหม่ด้วยซ้ำ แต่หากพิจารณาอย่างละเอียดแล้วผิวของพระองค์จะมีความแห้ง และมีความเก่าตามกาลเวลาที่ผ่านมาเป็นร้อยปี
  14. พระสมเด็จเบญจรงค์ 2411 ถูกพบ (กรุแตก) ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ววังหลวง) ประมาณปี พ.ศ. 2514 เป็นครั้งแรก (เมื่อครั้งเริ่มการบูรณะวัดนี้ เพื่อเตรียมการฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี ที่จะมีขึ้นในปี พ.ศ. 2525) จึงเป็นที่มาของการเรียกขานจนติดปากว่า พระสมเด็จเบญจรงค์ กรุวัดพระแก้ว หรือบ้างก็เรียกว่า พระสมเด็จวัดพระแก้ว

อาจารยร์ประถม อาจสาคร หรือ ปรัศนีย์ ประชากร ผู้รู้และเชี่ยวชาญเรื่องพระสมเด็จเบญจรงค์เขียนไว้เมื่อปี พ.ศ.2533 ใน นิตยสารศูนย์พระเครื่อง ว่า...

พระสกุลเบญจรงค์นี้ จากการตรวจสอบทางนามปรากฎว่าเน้นหนักในทางบุ๋น ทางเมตตามหานิยม และทางโชคลาภ พระชุดนี้หาได้ยากมาก (ของแท้) เมื่อใครได้เป็นสมบัติของตัวเองแล้ว ก็เท่ากับได้เพ็ชรเม็ดงาม ๆ ไว้ประดับบารมี มีทั้งเมตตาคุณ พุทธคุณแคล้วคลาด ให้อำนาจ เงินทองไหลมาเทมาไม่ขาดสาย รวมทั้งเหนี่ยวนั้งจิตใจให้ประกอบแต่กรรมดี ชีวิตจะมีแต่ความเจริญรุ่งเรืองและยืนยาว

ศึกษาค้นคว้าและเรียบเรียง โดย : อิทธิ ธรรมคุณ

1-1-2553